This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

Thursday, September 13, 2012

ทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา


ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา เป็น ทะเลสาบน้ำจืด แต่จะกร่อยในช่วงที่ติดกับทะเล ตรงปากอ่าวในทะเลสาบมีเกาะอยู่หลายเกาะ ที่สำคัญได้แก่ เกาะใหญ่ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะแก้ว เกาะหมาก เกาะราย และเกาะยอ UpYim.com นำข้อมูล พร้อมภาพทะเลสาบสงขลา มาให้ดูและศึกษา กันค่ะ
ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลา เป็น ทะเลสาบธรรมชาติ แห่งเดียวในประเทศไทย มีความยาวจากปากน้ำไปทางทิศเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 20-25 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวที่อยากจะเช่าเรือเที่ยวตามเกาะต่าง ๆ สามารถเช่าเรือได้บริเวณแหลมสนอ่อน
ทะเลสาบสงขลา
ทะเลสาบสงขลา


ทะเลสาบสงขลา

เป็นทะเลสาบแห่งเดียวในประเทศไทยที่ อยู่ในจังหวัดพัทลุง และสงขลา ในจังหวัดพัทลุงยังมี หาดแสนสุข บริเวณปากคลองลำปำ เป็นหาดที่มีบรรยากาศร่มรื่นอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง ทะเลสาบสงขลามีความยาวจากปากทะเลสาบ (อำเภอเมืองสงขลา) ไปทางทิศเหนือประมาณ 80 กิโลเมตร ส่วนกว้างไม่แน่นอนบางตอนแคบ บางตอนกว้างมากส่วนที่กว้างที่สุดประมาณ 20-25 กิโลเมตร ทะเลสาบสงขลาเป็น ทะเลสาบน้ำกร่อยจะ กร่อยมากในช่วงที่ติดกับทะเลอ่าวไทยตรงปากทะเลสาบ ในทะเลสาบสงขลามีเกาะอยู่-หลายเกาะที่สำคัญได้แก่ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก (ตำบลเกาะหมาก) เกาะนางคำ(ตำบลเกาะนางคำ) และเกาะยอ(ตำบลเกาะยอ)นักท่องเที่ยวสามารถหาเรือท่องเที่ยวในทะเลสาบ ได้ บริเวณท่าเรืออยู่หลังที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข หรือบริเวณตลาดสดจะมีเรือหางยาวรับส่งตลอดวัน

ภาพสวยๆจาก http://fuse.in.th/
       
การเดินทาง
   

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา


ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา จ.สงขลา เป็น อาคารแบบจีน ตั้งอยู่ที่ถนนนางงาม สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสร้างเมืองสงขลา นำข้อมูล พร้อมภาพศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา มาให้ดูและศึกษา กันค่ะ
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา เมืองสงขลาเป็นเมืองที่เงียบสงบ ชาวเมืองมีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย ต่างจากหาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของจังหวัด มีตึกเก่าโบราณที่ยังคงความสมบูรณ์สร้างแบบชิโน-โปรตุกีส ตามถนนนครใน นครนอก นางงาม และยะลา ที่ ถนนนางงาม ยังเป็นแหล่งอาหารพื้นเมืองและขนมไทย ๆ ฝีมือชาวบ้านให้เลือกซื้อหาเป็นของฝาก เช่น ขนมสัมปะนี ทองม้วน ทองพลับ หรือเต้าฮวยที่ขายมากว่า 50 ปี ที่ตรงข้ามศาลหลักเมือง และยังมีข้าวตู ฝีมือดั้งเดิมให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา
ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา
วันเปิดทำการ: ทุกวัน /เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา เมืองสงขลาเป็น เมืองที่เงียบสงบ ชาวเมืองมีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย ต่างจากหาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของจังหวัด มีตึกเก่าโบราณที่ยังคงความสมบูรณ์สร้างแบบชิโน-โปรตุกีส ตามถนนนครใน นครนอก นางงาม และยะลา   มีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา เป็นอาคารแบบจีน ตั้งอยู่ที่ถนนนางงาม สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสร้างเมืองสงขลา  และที่ถนนนางงาม ยังเป็นแหล่งอาหารพื้นเมืองและขนมไทย ๆ ฝีมือชาวบ้านให้เลือกซื้อหาเป็นของฝาก เช่น ขนมสัมปะนี ทองม้วน ทองพลับ หรือเต้าฮวยที่ขายมากว่า 50 ปี ที่ตรงข้ามศาลหลักเมือง และยังมีข้าวตู ฝีมือดั้งเดิมให้ได้ลิ้มลองอีกด้วย

ประวัติศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสงขลา

ตั้งอยู่ที่ถนนนางงามเป็นโบราณสถานสมัยรัตนโกสินทร์ ลักษณะเป็นศาลเจ้าแบบเก๋งจีน สร้างสมัยพระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ภายในศาลเป็นที่ประดิษฐานหลักเมืองทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ โดยมีความเป็นมา ดังนี้ ในปี พ.ศ. 2385 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) จัดการฝังหลักชัยเมืองสงขลา ทรงพระราชทานไม้ชัยพฤกษ์หลักชัยต้นหนึ่งกับเทียนชัยเล่มหนึ่ง พร้อมด้วยเครื่องไทยทานต่าง ๆ และโปรดเกล้าฯ ให้พระอุดมปิฏกออกไปเป็นประธานด้านพุทธพิธี พร้อมด้วยฐานานุกรมเปรียญ 8 รูป และโปรดเกล้าณ ให้พระครูอัฏฏาจารย์พราหมณ์ออกไปเป็นประธานฝ่ายพิธีพราหมณ์ 8 นาย งานฝังหลักชัยเริ่มด้วยพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) เจ้าเมืองสงขลา ได้เกณฑ์กรมการและไพร่ จัดการทำโรงพิธีใหญ่ขึ้นกลางเมืองสงขลา คือ หน้าศาลเจ้าหลักเมือง ถนนนางงาม อำเภอเมือง โดยตั้งโรงพิธี 4 ทิศ ในวันพิธีได้จัดขบวนแห่หลักไม้ชัยพฤกษ์กับเทียนชัยเป็นขบวนใหญ่ มีทั้งพวกชาวจีนและ ชาวไทยเพื่อแห่ไปยังโรงพิธีพระสงฆ์ราชา คณะฐานานุกรมเจริญพระปริตร พร้อมกับพระครูสวดตามไสยเวท เมื่อได้เวลาอุดมฤกษ์ เดือน 4 ขึ้น 10 ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1204 (พ.ศ.2385) เวลา 7 นาฬิกา 10 นาที ตรงกับวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2385 พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) กับพระครูอัษฏาจารย์ พราหมณ์ อัญเชิญหลักไม้ชัยพฤกษ์ลงฝังที่ใจกลางเมืองสงขลา ซึ่งเรียกกันว่า “หลักเมือง” จนทุกวันนี้ ภายหลังการฝังหลักเมืองเสร็จตามพิธีแล้ว มีมหรสพสมโภช 5 วัน 5 คืน ในงานมีทั้งละครหรือโขนร้อง 1 โรง หุ่น 1 โรง งิ้ว 1 โรง ละครชาตรี (โนรา) 4 โรง พระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระพระสงฆ์ 22 รูป ต่อมาพระยาสงขลา (เถี้ยนเส้ง) ได้ให้ช่างสร้างตึกคร่อมหลักเมืองไว้ 3 หลังเป็นตึกจีนและสร้างศาลเจ้าเสื้อเมืองอีกหนึ่งหลัง ครั้น พ.ศ. 2460 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร์ อุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ได้มีลายพระหัตถ์แจ้งว่าหลักเมืองจังหวัดสงขลาปลวกกัดชำรุด พ่อค้าและประชาชนจังหวัดสงขลา จะช่วยกันออกเงินทำเสาหลักเมืองด้วยซีเมนต์คอนกรีต เพื่อจะได้อยู่อย่างถาวร อุดมฤกษ์ในการวางเสาหลักเมือง ตรงกับวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2460 ตรงกับเดือน 4 แรม 4 ค่ำ เวลา 7 นาฬิกา 22 นาที 36 วินาทีก่อนเที่ยง โหรสี่คนถือก้อนดินยืนประจำทั้ง 4 ทิศ แล้ววางก้อนดินลงในหลุมหลักเมือง จากนั้นจึงเชิญเสาหลักลงหลุมแล้วกลบดินเป็นปฐมฤกษ์ จนถึงเวลา 8 นาฬิกา กับ 41 นาที 36 วินาที ก่อนเที่ยง ถือเป็นฤกษ์ดีที่สุด (กองจดหมายเหตุแห่งชาติ,2460: ม. 12/19) เสาหลักเมืองนี้จึงอยู่คู่เมืองสงขลา และเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองสงขลา ตราบจนทุกวันนี้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนศาลเจ้าหลักเมืองเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2478 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 โดยมีอาณาเขต คือ ทิศเหนือ ยาว 13 วา ทิศตะวันออก ยาว 1 เส้น 5 วา ทิศใต้ ยาว 13 วา ทิศตะวันตก ยาว 1 เส้น 5 วา

ขอบคุณภาพสวยๆจาก Jomjin
  

    
การเดินทาง
    ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจะตั้งอยู่บนถนนนางงาม ใกล้ๆกับถนนนครในและถนนพัทลุง

Wednesday, September 12, 2012

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์


อาคารพิพิธภัณฑ์ธำรงเคยเป็นบ้านพักของตระกูลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษของประเทศไทย ภายในอาคารมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของตระกูลในอดีต

- เปิดตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงสี่โมงเย็น หยุดวันจันทร์และวันหยุดราชการนะคะ

ตั้งอยู่ที่ ถ.จะนะ ต.บ่อยาง อ.เมือง ใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา

การเดินทาง หากนำรถส่วนตัวไป ให้เริ่มจากวงเวียนหอนาฬิกาใช้ ถ.จะนะ ตรงไปเล็กน้อยจะเห็นพิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์อยู่ทางขวามือบริเวณหัวมุมสี่แยก

การเดินทาง หากไปรถประจำทาง ให้ขึ้นรถตุ๊กตุ๊กสีแดง

ประวัติความเป็นมา พิพิธภัณฑ์พธำมรงค์เคยเป็นบ้านพักของรองอำมาตย์โทขุนวินิจพัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) พะทำมะรงพิเศษเมืองสงขลา บิดาของพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ พลเอกเปรมเป็นบุตรคนที่ 6 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี เรือนตำกลางสงขลาได้ใช้บ้านหลังนี้จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และประวัติวงศ์ สกุลติณสูลานนท์เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2532 ปัจจุบันเรือนจำกลางสงขลาได้มอบให้เทศบาลเมืองสงขลาเป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ แห่งนี้

ตำแหน่งพะทำมะรง เดิมเขียน พธำมะรงค์ เป็นตำแหน่งของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ คู่กับตำแหน่งพัศดี ปรากฏในกฎหมายตราสามดวงตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา แต่ได้ยกเลิกไปตามประกาศของพระราชบัญญัติราชทัณฑ์เมื่อ พ.ศ.2479

น่าสนใจ น่าแวะ
เป็นเรือนไม้ยกพื้นชั้นเดียว หลังคาทรงปั้นหยาสองหลังคู่มีชานเปิดโล่งเชื่อมถึงกัน มีบันไดขึ้นด้านหน้า ภายในจำลองบรรยากาศบ้านพักของครอบครัวติณสูลานนท์ในอดีต มีการจัดแสดงสาแหรกตระกูล ข้าวของเครื่องใช้ในครัว เครื่องจักรสานต่างๆ เตียงนอน ปืนผาหน้าไม้ เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ประดับตกแต่งบ้านเรือนในอดีต เครื่องสีข้าวขนาดเล็กที่ใช้ในครัวเรือน มีภาพเก่าแก่ประดับตามผนัง บริเวณบ้านยังมีบ่อน้ำบาดาลที่เป็นน้ำใช้ของคนสมัยก่อนด้วย

ข้อมูลทั่วไป - พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์

พิพิธภัณฑ์พธำมะรงค์ หรือ บ้านของตระกูลติณสูลานนท์ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 1 ถนนจะนะ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา(ใกล้กับพิพิธภัณฑ สถานแห่งชาติสงขลา) ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีก แห่งหนึ่งของจังหวัดสงขลา จัดสร้างขึ้นโดยกรมราชทัณฑ์ในสมัยของนายสนิท รุจิณรงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้น ทำการก่อสร้างเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2530 บนเนื้อที่143.5 ตารางวา งบประมาณ 736,039.26 บาท

เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2532 โดยนายพิศาล
มูลศาสตร์สาทร ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้อนุชนรุ่น
หลังได้ระลึกถึงตำแหน่ง "พะทำมะรง" (เดิมใช้คำว่า "พธำมะรงศ์") อันเป็นตำแหน่ง
เก่าแก่ของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

ในขณะเดียวกันก็เป็นการ เชิดชูวงศ์ตระกูล "ติณสูลานนท์" ที่ครั้งหนึ่ง
รอง อำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) บิดาชองพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านได้เคยดำรงตำแหน่ง พะทำมะรง พิเศษเมืองสงขลา (พ.ศ.2457) จนกระทั่งได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 ตำแหน่งพะทำมะรงจึงได้ถูกยกเลิกไป

พิพิธภัณฑ์พธำมรงค์ จังหวัดสงขลา เป็นพิพิธภัณฑสถานที่จำลองรูปแบบบ้าน
พัก เดิมของรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งพระทำมะรงพิเศษ เมืองสงขลา จากความทรงจำของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นเรือนไม้ยกพื้นชั้นเดียว หลังคาทรงปั้นหยา 2 หลังคู่ มีชานเปิดโล่งเชื่อมถึงกัน ภายในมีการจัดแสดงข้างของเครื่องใช้ของครอบครัวติณสูลานนท์ในอดีต และประวติสกุลวงศ์ ปัจจุบันเทศบาลนครสงขลาเป็นผู้รับผิดชอบดูแลและพัฒนาให้เป็นศูนย์ข้อมูลการ ท่องเที่ยว

อนึ่งที่มาของตระกูล "ติณสูลานนท์" นี้ได้รับพระราชทานมาจาก "พระ
บาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว" เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ปีพ.ศ. 2462
เพื่อ ให้ปวงชนชาวไทยได้มีนามสกุลเพื่อเป็นหลักในการสืบเชื้อสาย เป็นธงชัแห่งครอบครัว และให้ผู้สืบสกุลได้ตั้งทั่นในคุณงามความดี โดยการรักษา ชื่อเสียงเกียรติยศของบรรพบุรุษผู้เป็นต้นตระกูล ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมั่นคงสืบไป

คำว่า ติณสูลานนท์ เป็นนามสกุลของหลวงวินิจ ทัณฑกรรม นามเดิมว่า "บึ้ง"
ผู้เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้องรวม 4 คน ของนายสุก และนางขลิบ
ราษฎรชาวสวนแห่งบ้านท่าใหญ่ ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา นายบึ้ง เกิดเมื่อ 30
พฤศจิกายน พ.ศ.2424

คำว่า ติณสูลานนท์ มีความหมาย ดังนี้
"ติิณ "แปลว่า "หญ้า"
"สูลา" แปลว่า "คม ยอด "
"นนท์ " แปลว่า "ความพอใจ"
เมื่อรวมกันเข้าเป็นคำว่า "ติณสูลานนท์" แล้วจะแปลว่า "ความยินดีในหญ้าที่มีคม"

ภาพประกอบ : กิตติพร ไชยโรจน์
www.siamsouth.com
      

การเดินทาง

    ตั้งอยู่ที่ถนนจะนะใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบ้านพักเดิมของรองอำมาตย์โทขุนวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์)

อุทยานนกน้ำคูขุด




อุทยานนกน้ำคูขุด  อำเภอสทิงพระ  จ.สงขลา


เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ ป่าทะเลสาบสงขลา ตั้งอยู่ที่บ้านคูขุด  อำเภอสทิงพระ ห่างจากที่ว่าการอำเภอสทิงพระเข้าไปทางแยกประมาณ 3 กม. ห่างจากสงขลา 32 กม. ได้รับการประกาศเป็น เขตห้ามล่าสัตว์ทะเลสาบ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2519 มีพื้นที่อยู่ในเขตรับผิดชอบทั้งหมด 277,916 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ อ.เมืองสงขลา อ.สทิงพระ อ.สิงหนคร อ.ควนเนียงและ อ.กระแสสินธุ์ และมีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดต่อกับ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง

อุทยานนกน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเกาะเล็ก เกาะน้อย และหญ้าทะเล เกาะบางเกาะอยู่ในพื้นที่ของ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เช่น เกาะนางคำ เกาะญวน เกาะเสือ เกาะหมาก บางเกาะเช่นเกาะบรรทม เกาะคำเพียง เกาะกระ และเกาะโคบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่แต่มีบรรยากาศที่ดีเหมาะแก่การพักผ่อนหย่อยใจ ท่ามกลางทิวทัศน์ที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีเกาะสี่ เกาะห้า ซึ่งเป็นเกาะที่มีการทำสัมปทานเก็บรังนกนางแอ่น จากการสำรวจของกรมป่าไม้พบว่ามีนกชนิดต่างๆ มากมายทั้งนกท้องถิ่น และนกอพยพ นกเหล่านี้จะมาะอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ในช่วงเดือนตุลาคม-เมษายน บริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีเรือนำชมรอบๆ ราคา ประมาณ 150 บาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงชลา โทร(074) 397042

** หมายเหตุ **
ค่าบริการชั่วโมงละ 300 บาท เรือนั่งได้ 6 คน อุทยานฯ มีบ้านพักบริการ จำนวน 4 ห้องๆ ละ 200 บาท 
ค่า เช่าเรือนำเที่ยวทะเลสาบสงขลา มีอัตราค่าบริการดังนี้ - ดูนก 300 บาท เกาะโคบ 350 บาท เกาะบรรทม 350 บาท เกาะสี่เกาะห้า 650 บาท เกาะกระ 700 บาท ติดต่อชมรมเรือนำเที่ยวอุทยานนกน้ำคูขุด โทร. 086-2864865

อุทยานนก น้ำคูขุดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติอีกที่หนึ่งที่น่า ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงที่อาศัยของเหล่าบรรดานกน้ำที่ได้หนีและอพยพมาจากต่าง ถิ่น เข้ามาอาศัยในทะเลสาบแห่งนี้ จากการสำรวจพบว่ามีนกอาศัย อยู่ถึง 219 ชนิด บริเวณที่จะชมนก คือเกาะโคบ และท่าหิน ซึ่งนั่งเรือไปประมาณ 1 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่เหมาะดูนก ช่วงเดือนธันวาคม - มีนาคมของทุกปี ซึ่งจะพบมากในช่วงฤดูนี้ นอกจากนี้บริเวณที่ทำการฯ มีเรือบริการนำชมนกตามแหล่งที่มีนกชุกชุมเช่นที่เกาะโคบและท่าหิน นอกจากเที่ยวชมนกน้ำแล้ว ทิวทัศน์โดยรอบก็สวยงามโดย เฉพาะในยามเย็นภาพอาทิตย์อัศดงสวยงามมากเมื่อมองจากที่นี้ ภายในบริเวณที่ทำการมีร้านอาหารและบ้านพักบรรยากาศดีให้บริการนักท่อง เที่ยวด้วย

การเดินทาง จากหาดใหญ่ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 ไปทางสะพานติณสูลานนท์ แล้วเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4083 ซึ่งเป็นทางตัดเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกช่วงสงขลา เป็นทางแยกเข้าไปประมาณ 3 กม. เป็นถนนราดยางอย่างดี ระยะทาง จาก อ.หาดใหญ่ - อ.สทิงพระ ประมาณ หลัก กม.ที่ 126 ประมาณ 32 กม.









ข้อมูลทั่วไป - อุทยานนกน้ำคูขุด

เวิ้งน้ำกว้างใหญ่ของ ทะเลสาบสงขลา มิเพียงทรงคุณค่าต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างทะเลสาบเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของบรรดา นกน้ำ นับหมื่นนับแสนชีวิต ซึ่งมีทั้งที่อยู่ประจำถิ่นและเหล่านกซึ่งอพยพหนีหนาวมาจากตอนในของทวีป ส่วนใหญ่ของนกอพยพเหล่านี้  จะอาศัยอยู่ในบริเวณ อุทยานนกน้ำคูขุด อันเป็น อุทยานนกน้ำ ซึ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย

    อุทยานได้รับการประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2519 และประกาศในราชกิจจา เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2519 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ท้องที่ ตำบลครองรี ตำบลท่าหิน ตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ ตำบลบางเขียด ตำบลชะแล้ ตำบลปากรอ อำเภอสิงหนคร ตำบลควนโส อำเภอควนเนียงตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา และตำบลปากพะยูน ตำบลดอนประดู่ ตำบลเกาะหมาก ตำบลเกาะนางคำ อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ซึ่งมีเนื้อที่รวม 2 แสนกว่าไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลน้ำจืด หรือน้ำกร่อย ความลึกเฉลี่ยที่ 1 เมตร พื้นดินให้ท่องน้ำเป็นโคลน มีเกาะเป็นเนินเขาหลายแห่ง ขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง สภาพป่า มีทั้งป่าดงดิบชื้นตามเกาะต่างๆ ป่าชายเลน มีนกน้ำอาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งที่อยู่ประจำถิ่นและที่อพยพมา จะมีจำนวนมากสุดในเดือนธันวาคม-มีนาคม ในจำนวนนี้มีนกประเภทหายากอยู่ถึง 13 ชนิด คือ นกกระทุง นกกระสานวล นกออก นกกาบบัว นกตะกรุม นกกุลาขาว เหยี่ยวรุ้ง เหยี่ยวค่างดำขาว เหยี่ยวทุ่ง เหยี่ยวออสแปร์ นกอัญชัญคิ้วขาว นกกริ๊ฟ และนกเงือกกรามช้าง อากาศดีทั้งปี อุณหภูมิประมาณ 24 - 32 องศาเซลเซียส ในฤดูฝน ตุลาคม - กุมภาพันธ์ จะมีปริมาณฝนมาก เดือนตุลาคม - ธันวาคม จะเป็นช่วงมรสุม ในบริเวณอุทยานฯ มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยวจำนวน 4 หลัง ในอัตราค่าบริการ 200 บาท ต่อคืน และต้องติดต่อจองห้องพักล่วงหน้าที่ 0 2562 0760

    นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชื่นชมธรรมชาติพร้อมกับการทำกิจกรรมในเขตอุทยานฯ ไม่ว่าจะเป็นการชมทัศนียภาพโดยทั่วไป นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมธรรมชาติตามทางเดินเท้าและจากหอดูนก หรือการล่องเรือชม นกน้ำ ชนิดต่างๆ โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม - เมษายน มี นกน้ำ จำนวนนับแสนตัวให้ชม หรือการล่องเรือชมเกาะต่างๆในทะเลสาบ ซึ่งมีเรือยนต์หางยาวบริการนำเที่ยวชมทิวทัศน์ทะเลสาบ การล่องเรือจะมีค่าบริการเรือขนาด 6 ที่นั่ง ในอัตราชั่วโมงละ 200 บาท


ขอบคุณภาพสวยๆจาก http://gidigi.diaryclub.com/
      


การเดินทาง
    จากหาดใหญ่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 414 เลี้ยวซ้ายบริเวณแยก อ.เกาะยอ แล้วเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 408 ซึ่งเป็นทางตัดเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกช่วงสงขลา – สทิงพระ ทางซ้ายมือมีป้ายบอกทางเข้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา แยกเข้าไปประมาณ 3 กม. ช่วงที่เหมาะสมสำหรับการไปดูนกน้ำในอุทยานนกน้ำคูขุด คือเดือนธันวาคม – มีนาคม


หาดสะกอม

 หาดสะกอม สงขลา ท่องเที่ยว ท่องเที่ยวประเทศไทย
หาดสะกอม สงขลา ท่องเที่ยว
หาดสะกอม สงขลา ท่องเที่ยว
หาดสะกอม สงขลา ท่องเที่ยว
อำเภอเทพา ห่างจากตัวเมืองสงขลา ประมาณ 53 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางสงขลา-จะนะ-เทพา หาดทรายขาวสะอาดสวยงามมาก นับเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน ตั้งแค้มป์ สามารถเช่าเรือประมงไปเที่ยวเกาะขาม ที่มีปลาชุกชุมเหมาะแก่ผู้ชื่นชอบกีฬาตกปลา อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร บริเวณหาดแห่งนี้มีร้านอาหารและที่พักบริการ
credit : thai.tourismthailand.org
credit picture : littlearch.multiply.com/photos

หาดสะกอม
ห่างจากตัวเมืองสงขลา ประมาณ 53 กม. ไปตามเส้นทางสงขลา-จะนะ-เทพา มีถนนลูกรังเข้าไปอีกประมาณ 1 กม. หาดทรายขาวสะอาดสวยงามมาก นับเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน ตั้งแค้มป์ สามารถเช่าเรือประมงไปเที่ยวเกาะขาม ซึ่งมีปลาชุกชุม อยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กม. บริเวณหาดแห่งนี้มีร้านอาหารและที่พักบริการ
       


การเดินทาง
    ห่างจากตัวเมืองสงขลา ประมาณ 53 กม. ไปตามเส้นทางสงขลา-จะนะ-เทพา มีถนนลูกรังเข้าไปอีกประมาณ 1 กม.

ถึงแล้ว
        รู้จัก"หาดสะกอม"ไหมครับ ...
        ใครที่เรียน มอ. หรือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะรู้จักชายหาดนี้ดี เพราะมักจะถูกใช้เป็นที่รับน้องใหม่ของมอ.ทั้ง 2 วิทยาเขต คือวิทยาเขตหาดใหญ่และวิทยาเขตปัตตานี อาจจะเพราะอยู่น่าจะประมาณกึ่งกลางของทั้ง 2 วิทยาเขต
        ผมไม่รู้ระยะทางจากทั้ง 2 วิทยาเขตมาสะกอมครับ เหตุผลนั้นจึงเป็นเหตุผลที่คาดเดาเอาเอง
        ที่คาดเช่นนั้น เพราะหาดสะกอม อยู่บนเส้นทางสงขลา-จะนะ-เทพา ข้อมูลบอกว่า ห่างจากตัวเมืองสงขลาประมาณ 53 กม. ห่างจากอำเภอจะนะ 15 กม. ผมมาจากหาดใหญ่เส้นทางไปเทพา ระยะทางน่าจะประมาณ 40 กม.
        ข้อมูลที่การท่องเที่ยวหาดใหญ่เขียนถึงชายหาดนี้ จะบอกว่าเป็นหาดทรายขาวยาวประมาณ 10 กม.ที่สวยงามมาก เป็นสถานที่เหมาะแก่การพักผ่อนแคมป์ปิ้ง และคนชอบกีฬาตกปลา ก็นิยมเช่าเรือประมงข้ามไปตกปลาที่เกาะขาม ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 2 กม. และเป็นแหล่งปลาชุกชุมมาก 
        ผมเลือกที่จะชวนคุณนายไปสวีตที่นี่ครับ

วันนี้เงียบเหงา
        ปกติผมชอบกินอาหารบนเขาคอหงส์เพื่อดูวิวหาดใหญ่ตอนค่ำ
        แต่คราวนี้ เนื่องจากจะกินตอนกลางวัน คุณนายเลยบอกไปกินอาหารทะเลดีกว่า แต่มีเงื่อนไขว่า"ไม่ไปเกาะยอ...คนเยอะแน่ๆ" ตอนแรกผมเลยลังเลว่าจะไปแถวสมิหลาที่สงขลาดีไหม แต่สุดท้ายนึกถึงที่นี่ เลยเปลี่ยนใจถามคุณนายว่า"ไปสะกอมไหม" คุณนายโอเคทันที..
        คุณนายคุ้นเคยแถวนั้นมากกว่าผม เพราะแม่เคยอยู่ที่ปาดังเบซาร์ และมีป้าอยู่ตัวเมืองเทพา จึงผ่านแถวนั้นบ่อย
       จริงๆแล้ว "สะกอม" คน สงขลาและจังหวัดใกล้เคียงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นและชาวต่างประเทศ  อาจจะไม่คุ้นเคย(หรือไม่รู้จัก)ที่นี่ เมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆในสงขลา และยิ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนด้วย ก็ยิ่งทำให้ที่นี่เงียบลงไปกว่าเดิม
        เที่ยงวันเสาร์ปีใหม่ ผมเละคุณนายเลยไปนั่งกินอาหารทะเลสดๆจากชาวประมงพื้นบ้านที่สะกอมครับ

ยังมีเด็กๆแถวนั้นมาเล่นน้ำกัน
เงียบ สงบ สวย
        สะกอมวันนี้เงียบเหงามาก        แน่นอนว่าทะเลและชายหาดสะกอม คงไม่ใช่ที่เที่ยวในฝันของหลายคน "ความเงียบสงบ"จึงเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ยกเว้นคนชอบตกปลาที่จะนั่งเรือออกไปที่เกาะขาม ซึ่งมีปลาหลากหลายรอท้าทายนักเย่ออยู่
        แต่ในอีกความมีเสน่ห์ของที่นี่ คือใครที่มาสงขลา หากต้องการกินอาหารทะเลสดๆและอร่อย นอกจาก"เกาะยอ"ที่ถือเป็น"สวรรค์"ของนักชิมอาหารทะเลแล้ว ผมขอแนะนำว่าให้มาที่สะกอมนี่แหละ เพราะเดินทางสะดวก ไปได้ทั้งรถส่วนตัวและรถประจำทาง
        สำหรับคุณนาย ..คงชอบที่นี่มากกว่าเกาะยอเพราะนอกจากอาหารทะเลสดและอร่อยแล้ว ยังสงบกว่าที่เกาะยอเยอะ        ผมนั่งกินอาหารเที่ยงพร้อมดูบรรยากาศชายหาด แล้วได้แต่บอกตัวเองว่าสะกอมวันนี้เงียบจริงๆหลังจากที่ไม่ได้มาแถวนี้ 5-6 ปี แม้อาหารจะยังสดและอร่อยเหมือนเดิม แต่สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นไม่ไกลจากแถวนี้ ก็ทำให้บรรยากาศเงียบเหงาจริงๆ จึงได้แต่นำมาบอกว่าถ้าใครผ่านไปแถวนั้น แวะอุดหนุนชาวบ้านด้วยนะครับ
       
นอกจากชายหาดสวยแล้ว อาหารทะเลเขาสดจริงๆ...ผมรับประกัน





อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง


อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง
ประวัติความเป็นมา
แต่ก่อนนั้นอุโมงค์เขาน้ำค้างเป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มกองโจรจีนคอมมิวนิสต์ ในอดีตเมื่อประมาณ ๓๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๑๔) ที่ผ่านมาที่ปฏิบัติการในเขตอำเภอนาทวี สะเดาและอำเภอสะบ้าย้อย อุโมงค์แห่งนี้จะเป็นที่ตั้งค่ายกองกำลังติดอาวุธและป้องกันการโจมตีทาง อากาศเป็นหลัก โดยมี นายอี้เจียง หรือนายบุญชาย แซ่อิ้ว เป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองตรงกันข้ามกับรัฐบาลไทย จนทำให้เกิดการสู้รบกันเรื่อยมา จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๓ กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เข้ามอบตัวเป็นผู้พัฒนาชาติไทย และบางส่วนอพยพกลับไปอยู่บ้านเกิดเมืองนอนตามนโยบายของรัฐบาลที่ ๖๖/๒๕๒๓ อุโมงค์เขาน้ำค้างจึงได้รับการปรับปรุงเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นละแวก ใกล้เคียง หรือประชาชนทั่วไปเข้าไปชมและทัศนศึกษาสภาพภูมิประเทศ สถานที่สำคัญและความเป็นอยู่ในอดีต
สถานที่เที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง สงขลา


น้ำตกโตนลาด
มีลักษณะเป็นพื้นลาดระยะยาวสวยงาม มีน้ำไหลตลอดปี บนพื้นหินมีตะไคร่น้ำสีเขียวขึ้นอยู่เต็มไปหมด เป็นน้ำตกที่ยัง บริสุทธิ์ อยู่ห่างจากหมู่บ้านนาปรัง ประมาณ 5 กิโลเมตร
น้ำตกโตนดาดฟ้า
มีลักษณะเป็นน้ำตกสูงเหมือนดาดฟ้า มีหินยื่นเหมือนหลังคาสูงประมาณ 20 เมตร น้ำไหลแรง สองข้างทางเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ มีบรรยากาศธรรมชาติที่ร่มรื่นสวยงาม ป่าที่อุดมสมบูรณ์ ตามทางเดินจะได้ยินเสียงนกและชะนีร้อง
วังหลวงพรม
มีลักษณะเป็นน้ำตกเล็กๆเตี้ยๆ มีหินใหญ่อยู่ตรงกลาง ทำให้ลักษณะน้ำตกแยกเป็น 2 สายเล็ก ด้านล่างเป็นแอ่งน้ำหรือวังน้ำ ที่ใหญ่และลึก เต็มไปด้วยสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาจะมีขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะยังไม่มีใครมาทำลาย
เมืองลูกหนึ่ง
อยู่บริเวณใกล้ยอดเขาน้ำค้าง มีก้อนหินโต ลักษณะคล้ายกำแพงเมืองโบราณ ซากหินคล้ายมีเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง

ค่ายพัก จ.ค.ม. กรมที่ 8(อุโมงค์)
เป็นฐานที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการใหญ่ที่สุดของ จ.ค.ม.ในแถบนี้ มีลักษณะเป็นถ้ำหรืออุโมงค์ธรรมชาติที่ใหญ่ และมีความ วิจิตรพิศดารของธรรมชาติ เป็นแหล่งสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงอาหารที่สำคัญ และทางทิศตะวันออกของอุโมงค์ มีน้ำตกพรุชิงที่สวยงามด้วย

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง สงขลา
เส้นทางเข้าสู่อุโมงค์เขาน้ำค้าง
การเข้าเยี่ยมอุโมงค์เขาน้ำค้าง สามารถเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถโดยสารประจำทางจากอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ถนนจะนะ – นาทวี ระยะทางประมาณ ๖๐ กิโลเมตร และจากตลาดนาทวี เดินทางต่อโดยรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถโดยสารเล็กประจำทางนาทวี – นาปรัง ระยะทางประมาณ ๒๔ กิโลเมตร

ข้อมูลทั่วไป อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง

    อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้างมีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอนาทวี และอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา มีสภาพป่าและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยจุดเด่นที่น่าสนใจ สวยงาม เช่น น้ำตกจำนวนหลายแห่ง ทั้งยังเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์เป็นฐานที่มั่นของการสู้รบกับโจรจีน คอมมิวนิสต์ ที่เป็นหลักฐานให้ศึกษาถึงสถานที่และวัตถุทางประวัติศาสตร์ของการสู้รบอัน ยาวนาน มีเนื้อที่ประมาณ 132,500 ไร่ หรือ 212 ตารางกิโลเมตร

    ตามตำนานเล่าขานกันมาแต่โบราณ เขาน้ำค้างเป็นยอดเขาสูง มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี สมัยโบราณคนที่เคยขึ้นไปบนยอดเขาจะพบว่ามีน้ำค้างเป็นเกล็ดอยู่ตามยอดหญ้า ลักษณะเป็นใยแมงมุม แม้แต่ตอนเที่ยงวันยังมีน้ำค้างประปรายอยู่บนยอดหญ้า ซึ่งเป็นสภาพที่แปลกและแตกต่างไปจากที่อื่นจึงเรียกขานกันว่า “เขาน้ำค้าง”

    เขาน้ำค้างเป็นเสมือนเขตหวงห้ามเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี เริ่มตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยอยู่ในความยึดครองของผู้ก่อการร้ายโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จ.ค.ม.) เป็นบริเวณที่มีพื้นที่ภูมิประเทศเป็นถิ่นทุรกันดาร เทือกเขาสลับซับซ้อน ทำให้เป็นฐานปฏิบัติการใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโจรจีนคอมมิวนิสต์แถบนี้ แต่ในที่สุดจากการปฏิบัติการตามแผนยุทธการใต้ร่มเย็น โดยนำนโยบายการเมืองนำการทหารกองทัพภาคที่ 4 และหน่วยทหารผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ 43 (พตท.43) ได้นำนโยบายนี้เข้าปฏิบัติการสามารถเข้ายึดค่ายปฏิบัติการของโจรจีน คอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2523 ทำให้โจรจีนคอมมิวนิสต์สลายตัวไปในที่สุด

    ในคราวประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2526 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2526 นายเถลิง ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ได้สั่งการให้กรมป่าไม้ ดำเนินการสำรวจบริเวณภูน้ำค้าง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ซึ่งเดิมเคยเป็นฐานที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์ เพื่อพิจารณาจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ และราษฎรตำบลบ้านโตนด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ได้มีหนังสือลงวันที่ 3 สิงหาคม 2526 ขอให้กรมป่าไม้พิจารณาพื้นที่บริเวณน้ำตกพระไม้ไผ่และพื้นที่ป่าบริเวณใกล้ เคียงของเทือกเขาสันกาลาคีรี ซึ่งมีน้ำตกและธรรมชาติที่สวยงาม สภาพป่าอุดมสมบูรณ์ เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

    กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0713/2786 ลงวันที่ 23 กันยายน 2526 เสนอกรมป่าไม้ กรมป่าไม้มีคำสั่ง ที่ 1412/2526 ลงวันที่ 26 กันยายน 2526 ให้นายสมภพ สุขวงศ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ไปสำรวจหาข้อมูลบริเวณเทือกเขาน้ำค้าง อำเภอนาทวี น้ำตกพระไม้ไผ่ ในบริเวณเทือกเขาสันกาลาคีรี อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และบริเวณใกล้เคียง จากรายงานการสำรวจตามหนังสือ ที่ กษ 0713/พิเศษ ลงวันที่ 14 มกราคม 2527 ปรากฏว่า บริเวณที่สำรวจในพื้นที่ป่าเขาน้ำค้าง ป่าเขาแคน ป่าควนสยา ป่าควนเขาไหม้ และป่าควนสำหรง เนื้อที่ประมาณ 220 ตารางกิโลเมตร มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่น่าสนใจสวยงาม เช่น น้ำตกจำนวนหลายแห่ง ตลอดจนมีสถานที่ประวัติศาสตร์ฐานที่มั่นของโจรจีนคอมมิวนิสต์เหมาะสมที่จะ จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้

    กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือด่วนมากที่ กษ 0713/717 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2527 เสนอกรมป่าไม้ ซึ่งได้มีคำสั่งที่ 309/2527 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2527 ให้ นายสมภพ สุขวงศ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ 4 ไปดำเนินการจัดตั้งและปรับปรุงป่าเขาน้ำค้าง ท้องที่อำเภอนาทวีและอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เป็นอุทยานแห่งชาติ จากผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นพื้นที่มีอิทธิพลมาก่อน แม้ว่าทางราชการจะปราบปรามขั้นเด็ดขาดแล้ว โจรจีนคอมมิวนิสต์บางส่วนที่ยังเหลืออยู่พยายามกลับมาสร้างอิทธิพลและได้วาง กับระเบิดชนิดต่างๆ ไว้ทั่วพื้นที่ ซึ่งอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้างได้ประสานงานกับฝ่ายทหาร ดำเนินการขจัดปัญหาและอันตรายให้เสร็จสิ้น

    อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้างถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โดยพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดิน ป่าเขาแดน ป่าเขาน้ำค้าง ป่าควนสิเหรง ป่าควนสยา และป่าควนเขาไหม้ ในท้องที่ตำบลคลองทราย ตำบลเขากวาง ตำบลทับช้าง ตำบลประกอบ อำเภอนาทวี และตำบลปริก ตำบลสำนักแต้ว อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 108 ตอน 127 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2534 เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ 65 ของประเทศ

ขอขอบคุณภาพสวยๆจาก http://www.travel-is.com/forum/view.php?qID=79

 
      
การเดินทาง


    สามารถเข้าถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง โดยเดินทางจากอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ตามถนนลูกรังผ่านบ้านสะท้อน บ้านนาปรัง บ้านลุ่ม ตำบลปลักหน การเดินทางค่อนข้างลำบากเพราะต้องขึ้นภูเขาและลาดชัน จึงต้องใช้ รถกระบะหรือรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ
    การเดินทาง รถยนต์ สามารถเข้าถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้างได้ 2 เส้นทาง จากอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4113 (นาทวี-บ้านประกอบ) ถึงบ้านสะท้อนจะมีทางแยกขวาตามเส้นทางบ้านสะท้อน-สะเดา ไปอีก 19 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ รวมระยะทาง 27 กิโลเมตร จากอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ไปตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4243 ผ่านบ้านม่วง ตำบลสำนักแต้ว บ้านเกาะหมี ถึงอุทยานแห่งชาติ ระยะทาง 27 กิโลเมตร เส้นทางด้านนี้ ต้องขึ้นเขาบางช่วง







วัดพะโคะ (วัดพระราชประดิษฐาน)


วัดพะโคะ หรือ วัดพระราชประดิษฐาน เป็นวัดจำพรรษาของ สมเด็จพะโคะหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งประชาชนให้ความนับถือเป็นอันมาก สร้างประมาณ พ.ศ.500
วัดพะโคะ เจดีย์พระมาลิกเจดีย์ สงขลา พะโคะ หรือ พระโคตมะ วัดพะโคะ สงขลา
ภาพ ซ้าย : พระมาลิกเจดีย์ ซึ่งได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยสมเด็จพระราชมุณี ซึ่งเจดีย์แห่งนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมคล้ายกับพระบรมธาตุ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ เจดีย์แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมธาตุรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาพะโคะ ซึ่งทางวัดได้สร้างมณฑปครอบไว้
ภาพขวา : พระพุทธไสยาสน์ หรือ พระโคตมะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดพะโคะ
มี เรื่องที่เล่า ต่อๆ กันมาว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลายจึงใคร่จะลองดี โจรสลัดจอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป เมื่อเรือแล่นมาได้สักครู่เกิดเหตุเรือแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องจอดอยู่หลายวัน จนในที่สุดน้ำจืดหมดลงโจรสลัดเดือดร้อน สมเด็จพะโคะสงสาร จึงเอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเลเกิดเป็นประกายโชติช่วง น้ำทะเลกลายเป็นน้ำจืด โจรสลัดเกิดความเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะขึ้นฝั่ง ตั้งแต่นั้นมาประชาชนจึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลเพื่อการเดินทางไปวัดพะโคะวัด พะโคะ หรือ วัดพระราชประดิษฐาน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพร บริเวณเขาพัทธสิงค์ อยู่ห่างจากสงขลา 48 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 407 ทางสะพานติณสูลานนท์ผ่านเกาะยอ แล้วเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4083 (สงขลา-ระโนด) หลักกิโลเมตรที่ 110 ทางซ้ายมือ จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดพะโคะ


ประวัติวัดพะโคะ (วัดพระราชประดิษฐาน)

บ้านเมืองเราเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา จนได้ชื่อว่า “ เป็นแผ่นดินธรรม ” วิถีชีวิตผู้คนเกี่ยวเนื่องกับวัดแทบทั้งสิ้น การสร้างศาสนสถานแต่ละแห่ง คนโบราณส่วนใหญ่มักจะสอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับคติธรรมความเชื่อไว้อย่างแยบคาย ศาสนสถานล้วนมีจุดเด่น ของดีของวิเศษแตกต่างกันออกไป

เดิมวัดนี้ปรากฏว่าพระชินเสนเป็นผู้สร้างราว พ.ศ.๕๐๐ ชื่อว่าวัดพระราชประดิษฐาน ฝังวิสุงคามสีมา พ.ศ.๘๔๐ พระยาธรรมรังคัลเจ้าเมืองพัทลุง (สทิงคามสีมา) เป็นศาสนูปถัมภ์สร้างถาวรวัตถุหลายอย่างเพราะเห็นความสำคัญของวัดเขาพระพุทธบาท หรือวัดพระราชประดิษฐาน ครั้นต่อมา ระหว่าง พ.ศ.๒๐๙๑-๒๑๑๑ พระยาดำธำรงกษัตริย์(บางแห่งกล่าวว่าพระยาธรรมรังคัล) ได้นิมนต์พระมหาอโนมทัสสี พระณไสยมุยและ พระธรรมกาวา ให้ไปเอากระบวนพระมหาธาตุ เมืองลังกา และมาสร้างเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ สูงหนึ่งห้าวา ทำพระวิหารธรรมศาลา ทำอุโบสถ สร้างกำแพงสูงหกศอกระหว่างเขตสังฆาวาสที่พักสงฆ์อาศัยส่วนลดต่ำทางทิศตะวันตกของพื้นที่วัดส่วนที่ เป็นเนินสูงราบเป็นชั้น ๆ พื้นที่วัดทางทิศตะวันออกเป็นพุทธาวาส สถานที่ปลูกสร้างปูชนียวัตถุโบราณสถาน เช่น พระวิหาร พระพุทธไสยาสน์ พระเจดีย์ อุโบสถ ธรรมศาลา เป็นต้น และสร้างพระพุทธไสยาสน์ ชื่อว่าพระพุทธโคตรมะตามความนิยมของชาวบ้านเรียกชื่อวัดตามชื่อพระโคตรมะ ชื่อวัดพระราชประดิษฐานเดิมไม่นิยมใช้เรียกกันครั้นต่อมาวัดพระโคตะมะ เรียกเพี้ยนเป็นวัดพะโคะ ในกาลครั้งนั้นกษัตริย์หัวเมืองพัทลุง (สทิงพระ) และคณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ทำฎีกาเข้าไปยังกรุงศรีอยุทธยาขอทำกัลปนาต่อพระเจ้าอยู่ได้พระราชทานที่กัลปนาแก่วัดวาอารามต่าง ๆ

ในเขตหัวเมืองนครศรีธรรมราช และเมืองพัทลุง (ดังปรากฏว่าด้วยการพระราชทานที่กัลปนาสำเนาจากหนังสือเทศาภิบาลเล่ม ๑ ที่นำมาลงพิมพ์บางตอนพอเป็นสังเขปซึ่งเกี่ยวกับพะโคะเท่านั้น)

ปัจจุบัน

ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพร บริเวณเขาพัทธสิงค์ อยู่ห่างจากสงขลา 48 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ สมเด็จพะโคะหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ซึ่งประชาชนให้ความนับถือเป็นอันมาก สร้างประมาณ พ.ศ.500 เล่ากันว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลายจึงใคร่จะลองดี โจรสลัดจอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป เมื่อเรือแล่นมาได้สักครู่เกิดเหตุเรือแล่นต่อไปไม่ได้ ต้องจอดอยู่หลายวัน จนในที่สุดน้ำจืดหมดลงโจรสลัดเดือดร้อน สมเด็จพะโคะสงสาร จึงเอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเลเกิดเป็นประกายโชติช่วง น้ำทะเลกลายเป็นน้ำจืด โจรสลัดเกิดความเลื่อมใสศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะขึ้นฝั่ง ตั้งแต่นั้นมาประชาชนจึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก
      

การเดินทาง

       การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 407 ทางสะพานติณสูลานนท์ผ่านเกาะยอ แล้วเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4083 (สงขลา-ระโนด) หลักกิโลเมตรที่ 110 ทางซ้ายมือ จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดพะโคะ

ชวนไปกราบหลวงพ่อทวดวัดพะโคะ


รูปหล่อหลวงปู่ทวด ปางธุดงค์ วัดพะโคะ
       "รู้จักหลวงพ่อทวดไหม?" ผมว่าคำถามนี้ทุกคนตอบได้
       และเมื่อชวนไปกราบ"หลวงพ่อทวด" ส่วนใหญ่ก็จะเข้าว่าชวนไปวัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี

       วันนี้ ผมจะชวนไปกราบไหว้หลวงพ่อทวดที่วัดพะโคะครับ
       เมื่อเอ่ยถึงตอนนี้ หลายคนคง"งง"ว่าวัดพะโคะไหน เพราะ(หลายคน)ไม่เคยได้ยิน และไม่รู้จัก
       วัดพระโคะ อยู่จังหวัดสงขลาครับ

       สำหรับวัดพะโคะ มีชื่อทางการว่า "วัดราชประดิษฐาน"
       วัดพะโตะ เป็นวัดที่"สมเด็จพะโคะ"หรือ"หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด"เคย จำวัด สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2057 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 บนเขาพะโคะหรือเขาพัทธสิงค์ โดยมีเจดีย์องค์ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นบนยอดเขา และมีโบราณวัตถุหลายอย่าง เช่น พระมาลิกเจดีย์ วิหารพุทธไสยาสน์ รอยบาท ศาลาตัดสินความ พระทรงเครื่อง หลักล่ามช้าง และศิวลึงค์ เป็นต้น
       สำหรับเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ เป็นที่ประดิษฐานพระมหาธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากเมืองลังกา ส่วนพระพุทธไสยาสน์ มีชื่อว่า"พระพุทธโคตมะ" ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า"พระโคตมะ" และเรียกวัดนี้ว่า วัดพระโคตมะ ต่อมาจึงเพี้ยนเป็นวัดพะโคะ
       บริเวณวัด มีภูเขา 4 ลูกคือ เขาพระพุทธบาท(พะโคะ) เขาพนังตุกแก(เขาน้อย) เขาคูหา และเขาผี และมีชุมชนอยู่ใกล้บริเวณเขาทั้งสี่ ซึ่งตามตำนานในอดีตเล่าว่า เจ้าเมืองลังกาทรงให้ชุมชนเหล่านี้ช่วยเหลือกิจของวัดพะโคะเนื่องในวันสำคัญ ทางศาสนาเสมอมา
       ความสำคัญ อีกประการหนึ่งของวัดพะโคะ คือเป็นที่กำเนิดและอุปสมบทของหลวงปู่ทวด วัดจึงนำสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่ทวดมาให้ประชาชนชมและกราบไหว้บูชา พร้อมนำเสนอประวัติความเป็นมาของหลวงปู่ทวด จึงเปิดพิพิธภัณฑ์วัดพะโคะ ให้ประชาชนเข้าชมและสักการะเมื่อพ.ศ. 2536 โดยของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ อาทิ พระพุทธรูป เครื่องปั้นดินเผาเครื่องทองเหลือง มีดพร้า ตะบันหมากทองเหลือง ธนบัตรและเหรียญสมัยก่อน เครื่องถ้วยกระเบื้อง รวมทั้งวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับหลวงพ่อทวด เช่น อัฐบริขาร จีวร ไม้เท้าของหลวงปู่ทวด ลูกแก้วบารมี เป็นต้น

       วัดพะโคะ อยู่บริเวณเขาพัทธสิงค์ หมู่ที่ 6 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ
       การเดินทาง ตั้งต้นจากหาดใหญ่สะดวกครับ เพราะสามารถใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 ไปทางสะพานติณสูลานนท์ แล้วเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4083 ซึ่งเป็นทางเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ช่วงสงขลา-สทิงพระ หลักกิโลเมตรที่ 110 โดยให้สังเกตุทางซ้ายมือ จะมีป้ายบอกทางเข้าวัดพะโคะ
       ส่วนใครมาจากตัวเมืองสงขลา วัดพะโคะ จะอยู่ห่างประมาณ 48 กิโลเมตรครับ

       สำหรับ"สมเด็จพะโคะ" หรือ "หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" มีประวัติความเป็นมาว่า วันหนึ่งมีโจรสลัดแล่นเรือเลียบมาตามฝั่ง เห็นสมเด็จพะโคะเดินอยู่มีลักษณะแปลกกว่าคนทั้งหลาย จึงใคร่จะลองดี โจรจึงจอดเรือและจับสมเด็จพะโคะไป
       เมื่อเรือแล่นไปได้พักหนึ่ง ก็เกิดเหตุเรือแล่นต่อไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เรือต้องจอดอยู่เช่นนั้นหลายวัน จนน้ำจืดที่มีอยู่หมด โจรสลัดมีความเดือดร้อน สมเด็จพะโคะสงสาร จึงได้เอาเท้าข้างซ้ายแช่ลงไปในน้ำทะเล เกิดเป็นประกาย โชติช่วงและน้ำทะเลกลายเป็นน้ำจืด
       โจรสลัดเกิดความเลื่อมใส ศรัทธากราบไหว้ขอขมา และนำสมเด็จพะโคะขึ้นฝั่ง ตั้งแต่นั้นมาประชาชน จึงพากันไปกราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก

       ขณะเดียวกัน ตามพงศาวดารเมืองพัทลุง เรียกวัดว่า "วัดหลวง" สร้าง ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ได้พระราชทานที่กัลปนา(ยกให้) ครั้งแรกประมาณปี พ.ศ. 2057 ต่อมาสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. 2091 - 2111) ได้รับพระราชทานที่กัลปนาวัดนี้ เรียกว่า"วัดราชประดิษฐาน" และได้สร้างพระโคตมะ หรือพระพุทธรูปไสยาสน์ ที่ประดิษฐานอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
       วัดพะโคะ เคยถูกโจรสลัดมลายู ยกทัพเรือมาปล้น 2 ครั้ง เผาผลาญทำลายพระมาลิกเจดีย์ วิหารพระพุทธบาท และศาสนสถานอื่นๆจำนวนมาก จึงต้องมีการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพะโคะครั้งสำคัญขึ้น ในครั้งที่สมเด็จพระราชมุนีสามิราม (สมเด็จพระโคะหรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด) ขอพระราชทานที่กัลปนาใหม่ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (ระหว่าง พ.ศ. 2148 - 2158) ได้บูรณะ พระมาลิกเจดีย์สูง 1 เส้น 5 วา (สูงกว่าเดิม 5 วา) โดยได้รับพระราชทานยอดพระเจดีย์เนื้อเบญจโลหะ ยาว 3 วา 3 คืบ มาจากกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระราชมุนีมีความสำคัญต่อวัดนี้มากจนได้มี อนุสาวรีย์ปางธุดงค์จาริกของท่านไว้เคารพสักการะ

       วัดพะโคะ เป็นวัดที่มีความสำคัญต่อชุมชนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยใช้เป็นสถานที่กระทำพิธีดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาของเมืองพัทลุง เป็นวัดที่ประดิษฐานพระมาลิกเจดีย์พระพุทธไสยาสน์หรือพระโคตมะ และอนุสาวรีย์หลวงพ่อทวด (สมเด็จพระราชมุนีสามิราม) ในลักษณะจาริกธุดงค์ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาและเคารพบูชาของชาวไทยและชาวต่างประเทศใกล้เคียง มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้       สำหรับ พระมาลิกเจดีย์ เป็นสถาปัตยกรรมภาคใต้แบบลังกาสมัยอยุธยา นอกจากเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุแล้ว ยังมีพระพุทธไสยาสน์ยาว 18 เมตร สูง 25 เมตร ฝีมือช่างท้องถิ่น เรียกว่า พระโคตมะ (พะโคะ) ประดิษฐานในพระวิหาร ด้านทิศเหนือของเจดีย์ มีโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ำค่าอีกมากมาย
       ไปสงขลา ...นอกจากซื้อของที่หาดใหญ่ ชมทะเลที่สงขลา ไปคราวหน้าอย่าลืมแวะกราบ"หลวงพ่อทวดวัดพะโคะ"นะครับ...